หมอเตือนภัย “อะฟลาท็อกซิน” สารพิษจากเชื้อราใกล้ตัว เสี่ยงทำร้ายตับ หากยังเก็บอาหารเสียไว้กินต่อ - ตุ๊กตุ๊ก

Monday, August 10, 2026

อาหารที่อาจปนเปื้อนอะฟลาท็อกซิน

อาหารบางชนิดที่เก็บไว้นานหรือถูกความชื้นอาจดูเหมือนยังรับประทานได้ หากมองจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง อาหารที่มีเชื้อราปนเปื้อนอาจมีสารพิษบางชนิดซึ่งมองไม่เห็นและไม่สามารถกำจัดได้ง่ายด้วยการปรุงอาหารตามปกติ

หนึ่งในสารที่ควรระวังคือ “อะฟลาท็อกซิน” (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราบางชนิด และมีความเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อตับ รวมถึงความเสี่ยงต่อมะเร็งตับเมื่อได้รับสารในระดับสูงหรือได้รับสะสมเป็นเวลานาน

ปัญหาที่น่ากังวลคือ หลายครอบครัวอาจยังมีพฤติกรรมเก็บอาหารที่เริ่มชื้น มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเชื้อรา แล้วนำมาตากแดด ล้าง หรือตัดส่วนที่เสียออกก่อนนำกลับมารับประทาน โดยคิดว่าเพียงเท่านี้ก็น่าจะปลอดภัย แต่แนวทางดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าสารพิษจะถูกกำจัดออกไปทั้งหมด

อะฟลาท็อกซินคืออะไร และทำไมจึงต้องระวัง?

อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่เชื้อราบางกลุ่มสามารถสร้างขึ้น โดยมักพบในอาหารประเภทธัญพืช ถั่ว และผลิตภัณฑ์ที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและอุณหภูมิเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

สารชนิดนี้มีความสำคัญต่อสุขภาพเป็นพิเศษเนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสารดังกล่าวภายในร่างกาย หากได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้เกิดพิษต่อตับ และการได้รับเป็นเวลานานมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งตับ

อีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การนำอาหารที่สงสัยว่ามีเชื้อรามาต้ม ผัด ทอด หรือปรุงด้วยความร้อนทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าสารพิษจะถูกกำจัดจนหมด ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกซื้อและจัดเก็บอาหารจึงมีความสำคัญมากกว่า

ถั่วและธัญพืชที่ควรเก็บให้แห้ง

อาหารอะไรในบ้านที่ควรระวังเป็นพิเศษ?

อาหารที่เก็บในบริเวณชื้นหรือถูกเก็บไว้นานเกินไปมีโอกาสเกิดเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารบางกลุ่มที่หลายบ้านมักซื้อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก

  • ถั่วและธัญพืช: เช่น ถั่วลิสง ข้าว และวัตถุดิบแห้งต่าง ๆ หากเก็บในสถานที่ชื้นอาจเกิดเชื้อราได้
  • อาหารแห้ง: วัตถุดิบที่ผ่านการอบแห้งแต่ถูกความชื้นซ้ำ ๆ อาจเสื่อมคุณภาพและมีโอกาสเกิดเชื้อรา
  • ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช: อาหารที่เก็บไว้นานและมีการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น สี หรือสภาพพื้นผิวควรตรวจสอบก่อนนำมาใช้
  • น้ำมันและวัตถุดิบที่เก็บนาน: ควรเก็บตามคำแนะนำบนฉลาก และหลีกเลี่ยงการเก็บในบริเวณที่ร้อนหรือมีความชื้น
  • อุปกรณ์ไม้ในครัว: เขียงไม้หรือตะเกียบที่มีรอยแตก ลึก ชื้น หรือมีเชื้อราควรเปลี่ยนใหม่เพื่อสุขอนามัยที่ดี

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้เพียงกลิ่นหรือรูปลักษณ์ภายนอกเป็นตัวตัดสินว่าอาหารปลอดภัย เพราะสารพิษจากเชื้อราบางชนิดอาจไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า

เห็นเชื้อราแล้วตัดเฉพาะส่วนเสียทิ้งได้หรือไม่?

นี่เป็นพฤติกรรมที่ควรระวัง โดยเฉพาะกับอาหารที่มีลักษณะเป็นเนื้อพรุนหรือมีความชื้น เพราะส่วนที่มองเห็นเชื้อราอาจไม่ใช่บริเวณเดียวที่มีการปนเปื้อน

การตัดส่วนที่มีราทิ้งแล้วนำส่วนที่เหลือไปปรุงอาหารจึงไม่ใช่วิธีที่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ หากอาหารมีเชื้อราขึ้นชัดเจน มีกลิ่นอับ หรือมีลักษณะผิดปกติ ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือไม่รับประทานและทิ้งอาหารนั้น

การจัดเก็บอาหารในครัวอย่างปลอดภัย

วิธีลดความเสี่ยงจากเชื้อราในอาหาร

การป้องกันสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมง่าย ๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะเรื่องการซื้อ การเก็บรักษา และการตรวจสอบวัตถุดิบก่อนนำมาปรุงอาหาร

  1. ซื้อในปริมาณที่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงการซื้อวัตถุดิบแห้งจำนวนมากจนต้องเก็บไว้นาน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนหรือมีความชื้นสูง
  2. เก็บอาหารในสถานที่แห้ง: เลือกบริเวณที่อากาศถ่ายเทและไม่โดนความชื้น พร้อมใช้ภาชนะที่สะอาดและปิดสนิทตามความเหมาะสม
  3. ตรวจสอบอาหารก่อนใช้งาน: หากพบเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ สีเปลี่ยน หรือสภาพอาหารผิดไปจากเดิม ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน
  4. รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ครัว: ทำความสะอาดและทำให้เขียง ภาชนะ และเครื่องครัวแห้งอยู่เสมอ หากอุปกรณ์ไม้เสื่อมสภาพมากควรเปลี่ยนใหม่
  5. ใส่ใจสุขภาพตับ: ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคตับควรตรวจสุขภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ความประหยัดต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย

การไม่อยากทิ้งอาหารเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะหลายคนต้องการลดค่าใช้จ่ายและใช้สิ่งของให้คุ้มค่าที่สุด แต่หากอาหารมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อรา การฝืนรับประทานอาจไม่ใช่การประหยัดที่คุ้มค่า

โดยเฉพาะอาหารที่มีเชื้อราปรากฏชัด มีความชื้นผิดปกติ หรือมีกลิ่นและสีเปลี่ยนไป การเลือกทิ้งถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการพยายามนำกลับมาใช้ซ้ำ

นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพตับไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงชนิดเดียว ควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อตับ และเข้ารับการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม

ท้ายที่สุดแล้ว อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในอาหารที่มีการเก็บรักษาไม่เหมาะสม การป้องกันที่ดีที่สุดคือเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เก็บอาหารให้แห้งและถูกสุขลักษณะ และไม่เสียดายอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อน เพราะสุขภาพของเราไม่ควรถูกแลกกับอาหารเพียงเล็กน้อย